หลังจาก นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ หรือ “ทนายตั้ม” ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวอ้างถึงผู้เสียหาย ที่มาขอคำปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อฟ้องร้องหลังพบภรรยาไปถ่ายภาพเปลือยคู่อดีตรองนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังมีหลักฐานเป็นแชตที่ทั้งคู่ได้คุยกันด้วยคำสุดสยิว จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ พร้อมกับตามหาว่า “รองนายกรัฐมนตรี” คือใคร พร้อมเปิดอักษรย่อ “ย.” อีกให้ชาวโซเชียลได้สงสัยกัน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่มีข้อเท็จจริงและข้อมูลที่จะพิสูจน์ว่า ใครคืออดีตรองนายกรัฐมนตรี คนดังกล่าว
ล่าสุด นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกฯ และอดีตรมว.มหาดไทย อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมากล่าวยืนยันว่า ไม่ใช่ตัวเองแน่นอน เพราะอดีตรองนายกฯ มีตั้งหลายคน และอยากให้พรรคเพื่อไทยขับทนายตั้มออกจากพรรค เพราะทนายตั้มเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่
สำหรับบุคคลที่เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกอบด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นายปลอดประสบ สุรัสวดี นายยุคล ลิ้มแหลมทอง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา
ประวัติ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ
จบการศึกษา ชั้นอนุบาล – ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมานิตานุเคราะห์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จบประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จบ มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสิชลคุณาธารวิทยา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
จบ มัธยมศึกษาปีที่ 2-6 โรงเรียนอินทรพิสัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จบมัธยมศึกษาปีที่ 7-8 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
จบปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2507
จบปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2513
ประกาศนียบัตรการปกครองระดับท้องถิ่น วิทยาลัยการปกครอง ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2517
ประกาศนียบัตรหลักสูตรนักปกครองระดับสูง วิทยาลัยการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2522
ประกาศนียบัตรวางแผนและจัดรูปเมือง สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2528
รับราชการ
เริ่มรับราชการเมื่อปี พ.ศ. 2509 ในตำแหน่งปลัดอำเภอชั้นตรี ที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาได้โอนไปรับตำแหน่ง ปลัดเทศบาลเมืองภูเก็ต
พ.ศ. 2510 ย้ายไปดำรงตำแหน่ง ปลัดเทศบาลในหลายจังหวัด สูงสุดเป็นที่ปลัดเทศบาลชั้นพิเศษ
ปี พ.ศ. 2533 ขึ้นเป็นปลัดจังหวัดสงขลาเป็นแห่งแรก
ปี พ.ศ. 2534 ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง และรองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง
ปี พ.ศ. 2535 กลับไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการ ที่จังหวัดสงขลาอีกครั้ง
ปี พ.ศ. 2536 ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการ ที่จังหวัดตรังเป็นแห่งแรก แล้วย้ายไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช (นักปกครอง ระดับ 10) แล้วเข้าสู่ส่วนกลาง ขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
ปี พ.ศ. 2541 ขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดิน
ปีพ.ศ. 2543 กลับมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง
ในปี พ.ศ. 2544 ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2545 เป็นเวลา 8 เดือน จนกระทั่งเกษียณอายุราชการในปีเดียวกัน
งานด้านการเมือง
เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว “ยงยุทธ” เริ่มเข้าสู่งานการเมือง ด้วยการเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงสาธารณสุข (สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2546 และวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2547 จากนั้นเป็นประธานกรรมการ การไฟฟ้านครหลวง เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 และประธานกรรมการ กำกับดูแลกิจการไฟฟ้า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2548, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ต่อมาในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551 พรรคเพื่อไทยจัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 4/2551 ลงมติเลือก “ยงยุทธ” ซึ่งขณะนั้นรักษาการในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553 เขาประกาศลาออกจากตำแหน่งนี้ โดยให้เหตุผลเพื่อปรับโครงสร้างพรรค ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป แต่ภายหลังสมาชิกพรรคลงคะแนนให้ยงยุทธกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง
“ยงยุทธ” ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในประเภทบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเวลาต่อมา ระหว่างดำรงตำแหน่งอยู่นั้น เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเลื่อนยศแก่“ยงยุทธ” จาก “นายกองเอก” ให้เป็นที่ “นายกองใหญ่” ประจำกองอาสารักษาดินแดน
เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555 “ยงยุทธ” ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย ลงมติให้ไล่ออกจากราชการ จึงมีผลกระทบต่อคุณสมบัติทางการเมืองส่วนบุคคลของ“ยงยุทธ” ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล ทั้งอาจส่งผลทางการเมืองต่อพรรคเพื่อไทย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน
เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว “ยงยุทธ” เริ่มเข้าสู่งานการเมือง ด้วยการเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงสาธารณสุข (สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2546 และวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2547 จากนั้นเป็นประธานกรรมการ การไฟฟ้านครหลวง เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 และประธานกรรมการ กำกับดูแลกิจการไฟฟ้า
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2548, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ต่อมาในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551 พรรคเพื่อไทยจัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 4/2551 ลงมติเลือก“ยงยุทธ” ซึ่งขณะนั้นรักษาการในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553 เขาประกาศลาออกจากตำแหน่งนี้ โดยให้เหตุผลเพื่อปรับโครงสร้างพรรค ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป แต่ภายหลังสมาชิกพรรคลงคะแนนให้“ยงยุทธ” กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง
“ยงยุทธ” ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในประเภทบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเวลาต่อมา ระหว่างดำรงตำแหน่งอยู่นั้น เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเลื่อนยศแก่“ยงยุทธ” จาก “นายกองเอก” ให้เป็นที่ “นายกองใหญ่” ประจำกองอาสารักษาดินแดน
เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555 “ยงยุทธ” ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก อ.ก.พ.กระทรวงมหาดไทย ลงมติให้ไล่ออกจากราชการ จึงมีผลกระทบต่อคุณสมบัติทางการเมืองส่วนบุคคลของ“ยงยุทธ” ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล ทั้งอาจส่งผลทางการเมืองต่อพรรคเพื่อไทย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555